วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มา..สุพรรณ ต้องไม่พลาด มา..บ้าน ควาย


มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย.......

*_* วันนี้ จะพาทุกท่านไปเที่ยว......บ้านควาย...เมืองสุพรรณบุรีกันค่ะ ไปเที่ยวแต่จังหวัดอื่น เดี๋ยวจะหาไม่รักบ้านเกิดตัวเอง และ บ้านควาย...คือสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราว และรูปแบบวิถีชีวิตของคนในชนบท รูปแบบที่กำลังจะเลือนหายไป เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด อิอิ อย่ารอช้าตามมากันเลยค่ะ

บ้านควาย
....เปิดเรือนชานต้อนรับ.....
ชมแสดงควาย ร่ายศิลปะ
เรือนไทยภาคกลาง หมู่บ้านชาวนา


มาถึงที่นี่ ก่อนเข้าไปก็ต้องซื้อบัตรเข้าชมก่อนน่ะค่ะ
บัตรเข้าชมการแสดง + เข้าชมสถานที่+บัตรขึ้นเกวียน = บัตรรวมทั้งหมดนี้ 60 บาทค่ะ
จะซื้อบัตรแยกก็ได้น่ะค่ะ 20-30 บาท
     
ขอบอกว่าตอนที่เราไปก็ซื้อบัตรแยกค่ะ เข้าชมสถานที่อย่างเดียว 30 บาท เนื่องจากว่าไปในช่วงที่เค้าพักการแสดงน่ะค่ะ    (ขี้เกียจรอดูว่างั้นแระ)

และมีลานแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยค่ะ แต่ว่าจะมีเป็นรอบๆน่ะค่ะ ตามนี้เร้ยค่ะ
การแสดงอีแซวพื้นบ้าน+แสดงควาย เวลา 11:00-12:00
การแสดงอีแซวพื้นบ้าน+แสดงควาย เวลา 14:30-15:30

การแสดงอีแซวพื้นบ้าน+แสดงควาย เวลา 16:00-17:00

มีกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม (ฟาร์มทริป กิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การทำนา การนวดข้าว เรียนรู้เรื่องควาย

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เกาะสีชังสุดประหยัด..ความสุขตรึงตรา






ถ่ายที่หาด ถ้ำพัง
อ่าวอัฎฎางค์


At.Koh Sichang (เกาะ สีชัง)

ทริปนี้เราสองคนเดินทางเน้นความความเรียบง่ายค่ะ ด้วยความที่อยากพักผ่อนเบื่อความวุ่นวายในตัวเมืองค่ะ (และที่สำคัญประหยัดด้วยค่ะ)

ใครจะเลียนแบบเราสองคนก็ได้น่ะค่ะ เราไป 2 วัน  1 คืนค่ะ

การเดินทางของเราค่ะ
- ขึ้นรถตู้จากฟิวเจอร์รังสิตไปลงตึกคอม อ.ศรีราชา (160*2) = 320 ฿
- นั่งรถตุ๊กๆหน้าตึกคอม ไปเกาะลอย                                   =  50  ฿
- นั่งเรือจากเกาะลอยไปเกาะสีชัง (50*2)                            = 100 ฿
- เช่ามอไซค์หรือสกายแลป (ทั้งคืน)                                   = 300 ฿
-น้ำมันมอไซค์                                                             = 120 ฿
-ที่พัก 1 คืน (ถูกกว่านี้ก็มีน่ะค่ะ)                                        = 1000 ฿
 ค่ารถตอนกลับค่ะ
- นั่งเรือจากเกาะสีชังไปเกาะลอย (50*2)                                        = 100 ฿
- นั่งตุ๊กๆไป 4 แยกเซ็นต์ปอล์กลับรังสิต                                        = 50 ฿
- ค่ารถตู้กลับรังสิต 140*2                                                            = 280 ฿

 รวม ค่ารถ และ ที่พัก 2,320 บาทค่ะ
ไม่แพงเร้ยค่ะสุดคุ้มจริงๆ เพราะกลางคืนที่นี่บรรยากาศของเค้าดีจริงๆค่ะ เย็นสดชื่นมากส่วนอาหารเราก็เลือกทานได้ตามอัธยาศัยเร้ยค่ะ ...อาหารที่นี่ไม่แพงและอร่อยด้วย



แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเกาะสีชังมีเยอะเร้ยค่ะ....
ไหนๆก็มาพักผ่อนแล้ว ต้องเที่ยวรอบเกาะให้ได้ค่ะ

ช่องเขาขาด หรือ ช่องอิศริยาภรณ์(Chong Khao Khad and Haad Hin Kom) 
      มีลักษณะเป็นช่องเขาที่ขาดออกจากกัน เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม สามารถมองเห็นพระอาทิตย์จมหายลับสู่ขอบน้ำ และมีหาดซึ่งมีหินก้อนกลมแบนที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของลมที่พัดผ่านจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก และที่สำคัญบริเวณนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพลับพลารัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นหอดูดาว
ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่(Sann Chao Pho Kao Yai)
ตั้งอยู่บนเขาห่างจากท่าเรือเทววงศ์ไปทางด้านเหนือของเกาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นถ้ำซึ่งดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ที่ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมจีนและไทย จากบริเวณศาลมองเห็นทิวทัศน์บ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้ชัดเจนศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่นอกจากจะเป็นที่เคารพสักการะของคนสีชังแล้ว ยังเป็นที่สักการะที่ชาวต่างประเทศให้ความเคารพนับถือกันมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน มีคนมาบวงสรวง กราบไหว้กันอย่างเนืองแน่น ส่วนมณฑปรอยพระพุทธบาทนั้น อยู่สูงขึ้นไปบนยอดเขาเดียวกับศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ รัชกาลที่ 5 ทรงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้บนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์ทะเลอันสวยงามได้โดยรอบ


พระจุฑาธุชราชฐาน(Phra Judhadhut Palace)

เกาะสีชังถือเป็นเกาะประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของเมืองไทย เนื่องจากว่าในอดีตมีพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 พระองค์ คือรัชกาลที่ 4 ,รัชกาลที่ 5 , รัชกาลที่ 6 เสด็จมาประพาสพักผ่อน โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชฐานบนเกาะขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อน พร้อมพระราชทานนามว่า "พระจุฑาธุชราชฐาน" ตามพระนามของพระราชโอรสที่ประสูติบนเกาะแห่งนี้

วัดถ้ำจักรพงษ์และพระเหลือง
เป็นถ้ำเล็กๆตั้งอยู่ที่บนไหล่เขา ช่วงกลางของเกาะสีชัง รัชการที่ 5 เคยเสด็จประพาส และพระราชทานนาม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ เหนือถ้ำขึ้นไปบนยอดเขามีพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ เรียกว่า “พระเหลือง” องค์พระสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลในขณะนั่งเรือ


เรือนวัฒนา

สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยพระราชทานนามตามพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ปัจจุบัน ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเหตุการณ์สำคัญในเกาะสีชัง สมัยรัชกาลที่ 5

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความทรงจำที่ประทับใจกับจังหวัดในประเทศไทยที่ไปมาแล้วแล้วอยากกลับไปอีก!!!

Today I want to keep your travel memories of their own. The collection is impressive and memorable sights and want to come back again. This is a good memory of me.

วันนี้อยากชวนเพื่อนพ้องน้องพี่เก็บภาพการท่องเที่ยวในความทรงจำของตนเอง มาร้อยเรียงเป็นความทรงจำที่ประทับใจกับจังหวัดในประเทศไทยที่ไปมาแล้วแล้วอยากกลับไปอีก ส่วนของผมนั้นตามนี้เลยครับ


ขอให้ทุกคนยิ้มกับความทรงจำดีๆ นะครับ (แต่ไปยังไม่ครบ 77 หวัดนะครับ 5555 พอครบจะกลับมาจัดลำดับอีกครั้งครับ)

Surin,Thailand

Welcome to Surin,Thailand.


สวัสดีครับ วันนี้อยากชวนเชิญไปเที่ยวเมืองช้าง จ.สุรินทร์ครับ
ตราประจำจังหวัด: รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่หน้าปราสาทหินศีขรภูมิ (เดิมเรียกว่าปราสาทหินบ้านระแงง)
ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกกันเกรา (Fagraea fragrans)

คำขวัญประจำจังหวัด: สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ปะคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม



   เมืองสุรินทร์เป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีวัฒนธรรมที่สั่งสมสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน สิ่งที่ปรากฏหลักฐานบ่งบอกชัดเจน ได้แก่ คูเมือง 3 ชั้น มีเนินดินเป็นกำแพง สันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองหน้าด่านของขอม ดังที่จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเรียบเรียง ถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการรายงานตรวจราชการมณฑลออีสานและนครราชสีมา ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2469 ดังนี้
    "เมืองสุรินทร์เป็นเมืองที่สร้างอย่างมั่นคงในปางก่อน มีคูถึง 3 ชั้น มีเนินดินเป็นกำแพงเมือง น่าจะเป็นเพราะเห็นว่าเป็นเมืองหน้าด่านทั้งทางตะวันออก และทางใต้ซึ่งมีช่องข้ามเขาบรรทัดต่อจังหวัดสุรินทร์อยู่หลายช่อง คือ ช่องปราสาทตาเมิน,ช่องเสม็ก,ช่องดอนแก้ว เป็นต้น ซึ่งมีทางเดินไปสู่ศรีโสภณ และเมืองจงกัน ยังมีคนและเกวียนเดินอยู่ทุกช่อง แต่เป็นทางลำบาก คงสะดวกแต่ช่องตะโก ต่อมาทางตะวันตก ซึ่งกรมทางได้ไปทำงานไว้เรียบร้อยแล้ว บริเวณเมืองสุรินทร์เป็นพื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมตลอดปี แต่ก็ทำไร่นาได้ เป็นทุ่งใหญ่ บ้านเมืองกำลังจะเจริญขึ้น เพราะเป็นปลายทางรถไฟ มีห้องแถวคึกคักไม่หย่อนกว่าอุบล และกำลังสร้างทำอยู่อีกก็มีมาก
พลเมืองแห่งจังหวัดสุรินทร์เป็นเขมรเป็นชาวพื้นเหมือนเช่นบุรีรัมย์ นางรอง มีลาวเจือปนบ้างเป็นส่วนน้อย กับมีชาติส่วยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งว่าพูดภาษาของตนต่างหาก ตามที่ผู้รู้กล่าวว่า พื้นเป็นภาษาเขมรเจือด้วยคำลาว พวกเขมรพลเมืองสุรินทร์ยังคงพูดภาษาเขมร อยู่ทั่วไปและที่กล่าวว่าไม่รู้ภาษาไทยก็มีต้องใช้ล่ามเนืองๆ ผู้ปกครองท้องถิ่น เห็นว่าเป็นการดิ้นรน แสร้งทำเป็นพูดไทยไม่ได้ก็มีอยู่มาก แต่ในการปกครองไม่ปรากฏว่ามีความยากลำบากอะไรกว่าพลเมืองธรรมดา ในเรื่องของภาษาเขมรสอบสวนได้ความว่า วิชชาหนังสือขอมสูญแล้ว ไม่มีใครเรียน และไม่มีที่เรียน เพราะโรงเรียนสอนภาษาไทยอย่างเดียว เวลานี้มีแต่คนแก่ๆ เท่านั้นที่รู้หนังสือขอม ได้เพียงนี้ก็เห็นว่าในทางปกครองที่จะให้เกิดเป็นสำนึกของคนไทย นับว่าได้ทำไปได้มากแล้ว ถ้าจัดการโรงเรียนให้เจริญขึ้นอีก และในต่อไปการคมนาคมกับกรุงเทพสะดวกขึ้น พลเมืองพวกนี้จะรู้สึกตัวเป็นไทยยิ่งขึ้นทุกวัน ทั้งการลูกเสือก็ย่อมเป็นปัจจัยช่วยในทางนี้อยู่มาก ส่วนการไปมาถึงกันกับพวกเขมรต่ำในการปกครองฝรั่งเศสนั้น สอบสวนได้ความว่ายังมีอยู่เสมอแต่มีข้างฝ่ายคนเรื่องเขมรต่ำอพยพเข้ามาอยู่ทางเราเสียมากกว่า ปีหนึ่ง เข้าประมาณ 50 คน โดยมากเป็นเรื่องหนีส่วยอากรที่ทางฝ่ายโน้นเก็บแรงกว่าทางนี้
จังหวัดสุรินทร์ มีลำดับการพัฒนาทางประวัติศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งทางด้านการปกครอง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการตั้งบ้านเรือนที่มีวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายในอดีต มาเป็นวิถีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสะท้อนความเคลื่อนไหวของผู้คนที่มีมิติความสัมพันธ์ต่อกันอยู่ตลอดเวลา อันเป็นลักษณะโดดเด่นของผู้คนชาวจังหวัดสุรินทร์"

การเดินทาง
- รถส่วนตัว ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ที่จังหวัดสระบุรีเข้าเส้นทางโชคชัย-เดชอุดม (ทางหลวงหมายเลข 24) ผ่านอำเภอนางรอง อำเภอปราสาท จากอำเภอปราสาทเลี้ยวซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 214 ตรงเข้าตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ รวมระยะทาง 450 กิโลเมตร เส้นทางใหม่จากจังหวัดนครราชสีมาตามเส้นทางหมายเลข 226 ผ่านอำเภอจักราช-ห้วยแถลง-ลำปลายมาศ และจังหวัดบุรีรัมย์ จะย่นระยะทางเหลือพียง 434 กิโลเมต
- รถไฟ จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) มีรถธรรมดา, รถเร็ว, และรถด่วนสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีและจอดที่จังหวัดสุรินทร์ และรถดีเซลราง กรุงเทพๆ-สุรินทร์ ระยะทาง 420 กิโลเมตร 
- รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯ มีรถโดยสารประจำทาง (บขส.) ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถ.กำแหงสงคราม (หมอชิต2) ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง


ขอให้เที่ยวเมืองช้างให้สนุกนะครับ...